เรื่อง โรคไข้หัดสุนัข Canine Distemper
สนับสนุนบทความโดย โรงพยาบาลสัตว์เอ็น.พี.
โรคไข้หัดสุนัขเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายและรดเร็ว เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชอบเข้าโจมตีระบบทางเดินหายใจ, ทางเดินอาหาร และ ระบบประสาท ของร่างกาย ติดต่อกันผ่านทางสารคัดหลั่งของที่ออกมาทางตาและจมูกของสุนัขที่เป็นโรค การติดต่อทางอื่น ๆ เช่น สัมผัสกับปัสสาวะของสัตว์ป่วย และน้ำที่ออกมาจากส่วนอื่น ๆ ของร่างกายสัตว์ป่วย และเชื้อยังสามารถติดต่อผ่านทางอากาศได้
โรคไข้หัดสุนัขเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในสุนัขสมัยก่อน แต่ปัจจุบันพบได้ลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคมากขึ้นเช่นเดียวกับโรคพิษสุนัขบ้าที่มีอัตราการเกิดโรคลดลงอย่าเห็นได้ชัด ในปัจจุบันโรคนี้จะพบได้ในลูกสุนัขที่อายุน้อยกว่า 3 - 6 เดือนและยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัข (ปกติลูกสุนัขมักได้รับภูมิต้านทานจากแม่สุนัขผ่านทางน้ำนมและภูมิต้านทานจะลดลงเมื่ออายุ 9 – 12 สัปดาห์) เนื่องจากยังไม่มีภูมิต้านทาน ลูกสุนัขที่ได้สัมผัสกับโรคนี้ตายมากกว่า 50% ในรายที่รอดชีวิตมักเหลือร่อยรอยของโรคให้เห็น เนื่องจากเชื้อเข้าระบบประสาทร่อยรอยที่เหลือจึงมักพบว่าสุนัขที่รอดชีวิตมีอาการอัมพาตทั้งตัวหรือบางส่วน หรือชักกระตุก
โรคไข้หัดสุนัขเกิดจากเชื้อไวรัสที่คล้ายกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดเชื้อไข้หัดในคน ติดต่อกันผ่านทางอากาศ เชื้อของสุนัขไม่สามารถติดต่อไปถึงมนุษย์และแมวได้
โรคไข้หัดสุนัขเป็นโรคที่พบได้ทุกเพศและพันธุ์ ส่วนมากที่พบเป็นในลูกสุนัขมากกว่า
อาการของโรคที่เห็นแต่ละระยะจะไม่เหมือนกัน มักพบอาการร่วมระหว่างทางเดินอาหารและทางเดินหายใจในระยะแรก และมีอาการทางระบบประสาทตามมาภายหลังการป่วย 2 – 3 สัปดาห์ สุนัขที่อายุมากกว่า 1 ปีจะพบโรคนี้ได้ยากเนื่องจากมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคมากขึ้น
อาการ
- อาการบางรายก็เป็นอย่างอ่อน ๆ บางรายก็เป็นแบบรุนแรง สิ่งที่สังเกตได้ครั้งแรกคือจะมีขี้มูกและขี้ตา มีอาการไอ และอ่อนเพลีย อาการที่พบได้ทั่ว ๆ ไป คือ
- ซึม และป่วยบ่อย ๆ
- เบื่ออาหารและร่างกายขาดน้ำ
- อาเจียน
- ท้องเดิน
- ชัก
- เดินโซเซเนื่องจากกล้ามเนื้อทำงานไม่สัมพันธ์กัน
- กล้ามเนื้อกระตุกมักพบที่บริเวณหัว, ปาก
- อัมพาตหรือเดินขาหลัวอ่อน
- ตาบอด
- ฝ่าเท้าแข็งบางคราวลอกได้เป็นแผ่น
- ฟันเปลี่ยนสีหรือกร่อนในสุนัขที่กำลังเจริญเติบโต
-
การวินิจฉัย
มีโรคหลาย ๆ โรคที่อาจสับสนกับโรคไข้หัดสุนัข
โรคหลอดลมอักเสบติดต่อ (Kennel cough หรือ Tracheobroncheitis) เป็นโรคติดต่อที่ทำให้เกิดอาการไอ มักเป็น ๆ หาย ๆ แต่สุนัขมักหายโดยไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อน
โรคปอดบวม (Pneumonia) เกิดได้จากเชื้อหลายชนิด เช่น แบคทีเรีย, เชื้อรา, และตัวอ่อนของพยาธิ์ อาการคล้ายโรคไข้หัดสุนัขค่อนข้างมาก
โรคไข้หัดสุนัขที่เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้สับสนกับโรค
โรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส อาจเป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อพาร์โวไวรัส หรือ โรคลำไส้อักเสบจากเชื้อโคโรนาไวรัส
ลำไส้อักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น แคมไพโรแบคเตอร์, ซัลโมเนลล่า, หรือคลอสติเดียม
ลำไส้อักเสบจากเชื้อโปรโตซัว เช่น ไกอาเดีย
กินสิ่งแปลกปลอม และ สารพิษ
โรคอื่น ๆ ที่ทำให้อาเจียนและท้องเสียโดยไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ
โรคไข้หัดสุนัขที่มีอาการทางระบบประสาทอาจทำให้สับสนกับโรคต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
Granulomatous menigoencephalitis เป็นอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบและระบบประสาทส่วนกลางอักเสบอย่างต่อเนื่องมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้อาการทางประสาทคล้ายโรคไขหัดสุนัข
สมองอักเสบจากเชื้อโปรโตซัว เช่น neosporosis, toxoplasmosis
Cryptococcosis เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกับระบบประสาทและทางเดินหายใจ
สารพิษประเภทตะกั่ว ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทและทางเดินอาหาร
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยเพื่อแยกโรคไข้หัดสุนัขออกจากโรคอื่น ๆ ต้องอาศัยการซักประวัติการฉีดวัคซีน, ลักษณะการเดินทาง, สภาวะแวดล้อม ฯลฯ ประกอบกับอาการที่แสดงออก
อาการของโรคที่แสดงว่าเป็นโรคไข้หัด คือ
เคลือบฟันมักเปลี่ยนสีและขรุขระ
มีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อบางกลุ่ม เช่น กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า, ขา และปาก
ฝ่าเท้าแข็ง
มีอาการอักเสบของม่านตา
การวินิจฉัย
ตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) จะพบเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ลดต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเป็นโรค ในบางรายอาจพบอาการเกล็ดเลือดต่ำ
ตรวจค่าเคมีในเลือด (Biochemical profile) มักพบว่ามีค่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ในบางรายอาจพบว่าค่าตับและไตสูงกว่าปกติได้ อาจพบค่าเกลือแร่, น้ำตาลในเลือด และโปรตีนในเลือดผิดปกติขึ้นอยู่กับระยะของโรคและความรุนแรงของโรค
ตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่าสัตว์มีภาวะของของเหลวในร่างกายผิดปกติหรือไม่
ฉายภาพรังสีช่องอก ซึ่งอาจพบว่าปกติหรือมีภาวะปอดบวมแทรก
ในบางรายอาจมีการตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น
ตรวจหาไวรัสจากสารคัดหลั่งของร่างกาย เช่น จากเยื่อตาขาว, หลอดลม, ปัสสาวะ, เม็ดเลือดขาวที่ปั่นแยกแล้ว, และน้ำไขสันหลัง ซึ่งอาจตรวจไม่พบเชื้อไวรัสแต่ไม่ได้หมายความว่าสุนัขไม่ได้เป็นโรคนี้
การตรวจน้ำไขสันหลังอาจช่วยในการวินิจฉัยโรคไข้หัดสุนัขไนรายที่มีอาการทางระบบประสาท โดยจะพบโปรตีนและเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ในน้ำไขสันหลัง และตรวจพบแอนตี้บอดี้ในน้ำไขสันหลัง เปรียบเทียบกับที่พบในเลือด
การตรวจแอนตี้บอดี้ในเลือดจะพบว่าสูงในระยะ 2 – 4 สัปดาห์แรกของการติดเชื้อไวรัส ซึ่งในรายที่ได้รับวัคซีนก็จะมีแอนตี้บอดี้ในเลือดสูงเช่นกัน จึงต้องทำการตรวจมากกว่า 1 ครั้งเพื่อเปรียบเทียบ
การรักษา
สุนัขที่เป็นโรคไข้หัดสุนัขมักต้องอยู่โรงพยาบาลและต้องแยกออกจากสัตว์ป่วยอื่น ๆ ส่วนมากการรักษามักรักษาตามอาการเพื่อช่วยพยุงร่างกายสัตว์ให้สามารถสร้างภูมิต้านทานต่อโรคนี้ ยังไม่มียาสำหรับต้านเชื้อไวรัสโรคไข้หัด การรักษาโรคไข้หัดสุนัขต้องใช้การรักษาร่วมหลาย ๆ อย่าง โดยพิจารณาเป็นรายจากความรุนแรงของโรคและอาการที่แสดงออก และเจ้าของสัตว์ต้องเข้าใจว่าโรคไข้หัดสุนัขแม้จะดูแลอย่างดีแล้วก็ตาม อย่างน้อย 50% ของสัตว์ป่วยมักตาย
ในรายที่มีอาการของทางเดินอาหารรุนแรง หรือไม่ยอมกินอาหารต้องให้สารน้ำและอาหารเข้าหลอดเลือดดำ เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำและสารอาหาร
ให้ยาลดอาการอาเจียน ในรายที่มีอาการอาเจียนมาก ๆ
ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส เนื่องจากในระยะที่สัตว์ป่วยภูมิต้านทานมักลดลงจากปกติ โอกาสการติดเชื้อจะมีสูง
รายที่มีอาการชักต้องให้ยากันชัก เพื่อไม่ให้สัตว์มีอาการกระตุกหรือชักมากขึ้น
ยังไม่มีการรักษาใด ๆ ที่ได้ผลจริงกับโรคไข้หัดสุนัข
การดูแล
เจ้าของต้องคอยสังเกตอาการว่าสัตว์ป่วยมีโรคปอดบวมแทรกหรือมีอาการขาดน้ำหรือไม่ โดยเฉพาะในระยะแรกที่มีอาการอาเจียนและท้องเสียมักทำให้อาการของโรคแย่ลง
ให้ยาตามที่สัตวแพทย์กำหนด
ถึงแม้จะดูแลอย่างดีแต่สัตว์ที่ป่วยด้วยโรคไข้หัดสุนัขอาจตายภายหลังการติดเชื้อ 2 สัปดาห์ไปจนถึง 3 เดือน ภายหลังการรับเชื้อ
สัตว์ที่หายจากการป่วยด้วยโรคไข้หัดสุนัขมักไม่เป็นตัวแพร่เชื้อ และจะมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้ดีมาก
ในกรณีที่สัตว์ทรมานมากจากอาการชัก, อัมพาต, โรคปอดบวมแทรกที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา, มีอาการอาเจียนและท้องเสียตลอดเวลา สัตวแพทย์อาจพิจารณาทางเลือกให้เจ้าของสัตว์
: Dr. Bari Spielman |